| ปลาทุ's profileสุปราณี's spacePhotosBlogLists | Help |
|
สุปราณี's spaceDecember 27 ส่งงานครั้งที่ 3ส่งงานครั้งที่ 3 จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 3 มีความรู้ ความเข้าใจ ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสื่อสารข้อมูลและระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ให้นักเรียนศึกษา/สืบค้นข้อมูล และตอบคำถามต่อไปนี้ 1. บอกความหมายของซอฟท์แวร์ 2. ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่อะไร 3. ลักษระของซอฟท์แวร์ประยุกต์เฉพาะทาง 4. ระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux มีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร 5. ยกตัวอย่างซอฟท์แวร์ใช้เฉพาะทางอย่างน้อย 4 ตัวอย่าง 6. ตัวแปลภาษาดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องมีกีประเภท อะไรบ้าง 7. แอสเซมบลีเป็นภาษาระดับใด และมีลักษณะอย่างไร
1. บอกความหมายของซอฟท์แวร์ ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึงชุดคำสั่งหรือโปรแกรมที่ใช้สั่งงานให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงลำดับขั้นตอนการทำงานที่เขียนขึ้นด้วยคำสั่งของคอมพิวเตอร์ คำสั่งเหล่านี้เรียงกันเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จากที่ทราบมาแล้วว่าคอมพิวเตอร์ทำงานตามคำสั่ง การทำงานพื้นฐานเป็นเพียงการกระทำกับข้อมูลที่เป็นตัวเลขฐานสอง ซึ่งใช้แทนข้อมูลที่เป็นตัวเลข ตัวอักษร รูปภาพ หรือแม้แต่เป็นเสียงพูดก็ได้ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้สั่งงานคอมพิวเตอร์จึงเป็นซอฟต์แวร์ เพราะเป็นลำดับขั้นตอนการทำงานของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งทำงานแตกต่างกันได้มากมายด้วยซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกัน ซอฟต์แวร์จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้ การที่เราเห็นคอมพิวเตอร์ทำงานให้กับเราได้มากมาย เพราะว่ามีผู้พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์มาให้เราสั่งงานคอมพิวเตอร์ ร้านค้าอาจใช้คอมพิวเตอร์ทำบัญชีที่ยุ่งยากซับซ้อน บริษัทขายตั๋วใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในระบบการจองตั๋ว คอมพิวเตอร์ช่วยในเรื่องกิจการงานธนาคารที่มีข้อมูลต่าง ๆ มากมาย คอมพิวเตอร์ช่วยงานพิมพ์เอกสารให้สวยงาม เป็นต้น การที่คอมพิวเตอร์ดำเนินการให้ประโยชน์ได้มากมายมหาศาลจะอยู่ที่ซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์จึงเป็นส่วนสำคัญของระบบคอมพิวเตอร์ หากขาดซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ก็ไม่สามารถทำงานได้ ซอฟต์แวร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น และมีความสำคัญมาก และเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่ทำให้ระบบสารสนเทศเป็นไปได้ตามที่ต้องการ
2.ระบบปฏิบัติการมีหน้าที่อะไร ระบบปฏิบัติการ หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า โอเอส (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ใช้ ในการดูแลระบบคอมพิวเตอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต้องมีซอฟต์แวร์ระบบปฏิบัติการนี้ ระบบปฏิบัติการที่นิยมใช้กันมากและเป็นที่รู้จักกันดีเช่นดอส (Disk Operating System : DOS) วินโดวส์ (Windows) โอเอสทู (OS/2) ยูนิกซ์ (UNIX) 1) ดอส เป็นซอฟต์แวร์จัดระบบงานที่พัฒนามานานแล้ว การใช้งานจึงใช้คำสั่ง เป็นตัวอักษร ดอสเป็นซอฟต์แวร์ที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้ใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ 2) วินโดวส์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อจากดอส เพื่อเน้นการใช้งานที่ง่าย ขึ้น สามารถทำงานหลายงานพร้อมกันได้ โดยงานแต่ละงานจะอยู่ในกรอบช่องหน้าต่างที่แสดงผลบนจอภาพ การใช้งานเน้นรูปแบบกราฟิก ผู้ใช้งานสามารถใช้เมาส์เลื่อนตัวชี้ตำแหน่งเพื่อเลือกตำแหน่งที่ปรากฏบนจอภาพ ทำให้ใช้งานคอมพิวเตอร์ได้ง่าย วินโดวส์จึงได้รับความนิยมในปัจจุบัน 3) โอเอสทู เป็นระบบปฏิบัติการแบบเดียวกับวินโดว์ส แต่บริษัทผู้พัฒนาคือ บริษัทไอบีเอ็ม เป็นระบบปฏิบัติการที่ให้ผู้ใช้สามารถใช้ทำงานได้หลายงานพร้อมกัน และการใช้งานก็เป็นแบบกราฟิกเช่นเดียวกับวินโดวส์ 4) ยูนิกซ์ เป็นระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาตั้งแต่ครั้งใช้กับเครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ระบบ ปฎิบัติการยูนิกซ์เป็นระบบปฏิบัติการที่สามารถใช้งานได้หลายงานพร้อมกัน และทำงานได้หลาย ๆ งานในเวลาเดียวกัน ยูนิกซ์จึงใช้ได้กับเครื่องที่เชื่อมโยงและต่อกับเครื่อปลายทางได้หลายเครื่องพร้อมกัน ระบบปฏิบัติการยังมีอีกมาก โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการที่ใช้ในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงานร่วมกันเป็นระบบ เช่น ระบบปฏิบัติการเน็ตแวร์ วินโดว์สเอ็นที 3.ลักษณะของซอฟท์แวร์ประยุกต์เฉพาะทาง การใช้งานคอมพิวเตอร์ต้องมีซอฟต์แวร์ประยุกต์ ซึ่งอาจเป็นซอฟต์แวร์สำเร็จที่มีผู้พัฒนาเพื่อใช้งานทั่วไปทำให้ทำงานได้สะดวกขึ้น หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ ซึ่งผู้ใช้เป็นผู้พัฒนาขึ้นเองเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพการทำงานของตน ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะ การประยุกต์ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์สำเร็จมักจะเน้นการใช้งานทั่วไป แต่อาจจะนำมาประยุกต์โดยตรงกับงานทางธุรกิจบางอย่างไม่ได้ เช่นในกิจการธนาคาร มีการฝากถอนเงิน งานทางด้านบัญชี หรือในห้างสรรพสินค้าก็มีงานการขายสินค้า การออกใบเสร็จรับเงิน การควบคุมสินค้าคงคลัง ดังนั้นจึงต้องมีการพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะสำหรับงานแต่ละประเภทให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แต่ละราย ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะมักเป็นซอฟต์แวร์ที่ผู้พัฒนาต้องเข้าไปศึกษารูปแบบการทำงานหรือความต้องการของธุรกิจนั้น ๆ แล้วจัดทำขึ้น โดยทั่วไปจะเป็นซอฟต์แวร์ที่มีหลายส่วนรวมกันเพื่อร่วมกันทำงาน ซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะที่ใช้กันในทางธุรกิจ เช่น ระบบงานทางด้านบัญชี ระบบงานจัดจำหน่าย ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม บริหารการเงิน และการเช่าซื้อ ความต้องการของการใช้คอมพิวเตอร์ในงานทางธุรกิจยังมีอีกมาก ดังนั้นจึงต้องมีความต้องการผู้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ใช้งานเฉพาะต่าง ๆ อีกมากมาย 4.ระบบปฏิบัติการ Windows และ Linux มีคุณสมบัติต่างกันอย่างไร ข้อแตกต่างระว่าง microsoft windows กับ linux 1 micorsoft windows จะใช้ ส้ญลักษณ์ในการแทนความหมายต่างๆทำให้ผู้ใช้ทำงานง่าย ๆ 2 ความสามารถในการต่ออุปกรณ์อนาคต window จะทำงานได้ดีกว่า linux 3 Window สามารถที่จะเข้าร่วมหรือที่เรียกว่า ซับพลอตทุกโปรแกรม การติดตั้ง soft ware windows จะทำได้ง่ายกว่าทำให้คนนิยม windows 4.windows ไม่สามารถ นำ Code Program มาพัฒนาได้ แต่ Linux สามารถ นำ code มาพัฒนา เป็น Version ได้ 5.windows ใช้กันในโซน เอเชีย แต่ linux ใช้ในโซน ยุโรปประเทศทาง ยุโรป 6. erver ที่ใช้ ในองค์กร ใหญ่ ในปัจจุบัน ส่วนมาก เป็น Linux 7. linux จะเหมาะทางด้าน Multi User นั้นทำเป็น server 5. ยกตัวอย่างซอฟท์แวร์ใช้เฉพาะทางอย่างน้อย 4 ตัวอย่าง 1.adobe photoshop จะเป็นซอฟแวร์ในการแต่งภาพตกแต่งภาพ ตัดต่อภาพ 2.dreamweaver ใช้ในการ สร้างเวปไซค์ต่างๆ 3.macromedia flash จะเป็น soft ware ในการสร้างภาพเคลื่อนไหว 4. micro soft office ก็จะใช้งานด้านการพิมพ์งาน การนำเสนองาน การเก็บฐานข้อมูล 6. ตัวแปลภาษาดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องมีกี่ประเภท อะไรบ้าง 1 ภาษาระดับ ต่ำ อันนี้คนเข้าใจยากมาก แต่ว่าเครื่องเข้าใจง่าย เขาเรียกว่าภาษาเครื่องส่วนมากจะเป็นเลขฐานสอง ฐาน 8 ฐาน 16 2 ภาษาระดับกลาง จะพัฒนามาเป็น code แล้ว มนุษย์ก็สามารถเข้าใจได้แต่การประมวลผลยังอยากอยู่ เช่นภาษา c++ เอสเซมบี 3 ภาษาระดับสูง อันนั้มนุษย์เข้าใจง่ายเพราะว่าเหมือนกับภาษาของมนุษย์ เครืองก็เข้าใจง่ายขึ้น อย่างเช่น ภาษา java เป็นต้น ส่วนตัวที่แปรภาษาระดับสูงให้เป็๋นภาษาคอมพิวเตอร์เขาเรียกว่า คอมไพเลอร์ หรือ ต้วแปรจาก code ที่พิมพ์ทั้งหมดมาเป็นภาษาที่เครื่องเข้าได้ และประมวลผลได้ตามที่เราต้องการ
7. แอสเซมบลีเป็นภาษาระดับใด และมีลักษณะอย่างไร เป็นภาษาที่ใช้สัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย ภาษาแอสแซมบลีมีลักษณะคำสั่งที่ขึ้นกับเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ใช้งานและมีการแปลคำสั่งให้เป็นภาษาเครื่อง นอกจากภาษาเครื่อง และภาษาแอสแซมบลีแล้ว ยังมีภาษาระดับสูง เช่น Basic Cobol FORTRANซึ่งเป็นภาษา ที่มีคำสั่งใกล้เคียงกับภาษาอังกฤษมาก ทำให้ผู้เขียนโปรแกรม สามารถเขียนโปรแกรมได้สะดวกและรวดเร็วแต่ว่า โปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงต้องใช้เนื้อที่เก็บในหน่วยความจำเป็นจำนวนมากอีกทั้งทำงานได้ช้ากว่า ภาษาแอสแซมบลีดังนั้นภาษาระดับสูงจึงไม่นิยมนำมาประยุกต์ใช้กับการทำงาน ที่ระบบการควบคุม ที่มีความสำคัญมาก ภาษาแอสแซมบลี เหมาะกับโปรแกรมที่ใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำไม่มากนัก ทั้งทำงานได้รวดเร็วและ ในการควบคุม การทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง คำสั่งปฏิบัติการของภาษาแอสแซมบลี แบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ - Machine Instruction เป็นคำสั่งที่ทำให้เกิดการปฏิบัติการ (Execution) ชุดของคำสั่งอยู่ใน ; Assembler’instruction set - Assembler instruction เป็นคำสั่งที่บอกแอสแซมเบอร์ให้ทำการระหว่างการแอสแซมบลี - Macro instruction เป็นคำสั่งที่บอกแอสเซมเบอร์ให้ดำเนินการกับชุดของคำสั่งที่ได้บอก ไว้ก่อนแล้ว ซึ่งจากชุดของคำสั่ง แอสเซมเบลอร์จะผลิตชุดของคำสั่ง ซึ่งต่อไปจะดำเนินการ เหมือนหนึ่งว่าชุด ของคำสั่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ Source program แต่เริ่มแรก - Pseudo instruction เป็นคำสั่งที่บอกให้แอสเซมเบลอร์รู้ว่า ควรปฏิบัติการ เช่นไรกับข้อมูล การBranch อย่างมีข้อแม้ แมคโคร และ listing ซึ่งปกติแล้วคำสั่งเหล่านี้จะไม่ผลิตคำสั่งภาษาเครื่องให้ การพัฒนางานทางด้านไมโครคอนโทรลเลอร์ด้วยภาษา Assembly นั้น ถือว่ายังเป็นที่นิยมอยู่มากในบ้านเรา เรียกได้ว่าเป็นส่วนใหญ่เลย ในขณะที่ต่างประเทศนั้น ภาษา Assembly จะนิยมรองลงมาจากภาษา C ที่ใช้กันเป็นอันดับหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะว่าความคุ้นเคย หรือเพราะความตรงไปตรงมาของภาษา Assembly ที่เป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งก็ได้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การเข้าถึงภาษา Assembly ได้นั้น ถือว่าเป็นการเรียนรู้และเข้าใจได้ลึกซึ้งที่สุด และถ้ารู้จักนำมาประยุกต์ใช้งานให้เหมาะสมแล้ว ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ เป็นอย่างมาก สำหรับชิพตระกูล MCS-51 นั้นมา
คำสั่งภาษาแอสแซมบลี ถูกแบ่งออกเป็น 4 เขต ดังนี้Label Operation code Operandor Comment Field Field Or Mnemonic Address Field Field เลเบล และคอมเมนต์ เป็นส่วนที่ผู้เขียนโปรแกรมสามารถใส่หรือละเว้นได้ตามเหมาะสม คำสั่งการทำงานเป็นส่วนหนึ่ง ที่ต้องการเสมอในทุกคำสั่ง ออปเปอเรนต์ จะมีหรือไม่ขึ้นอยู่กับคำสั่ง เพราะคำสั่งบางชนิดต้องการ ออปเปอเรนต์ คำสั่งบางคำสั่งไม่ต้องการออปเปอเรนต์ ในการเขียนคำสั่งภาษาแอสแซมบลีใช้ช่องว่าง เป็นตัวแยกแต่ละเขตจากกัน
ส่งงานครั้งที่ 2ส่งงานครั้งที่ 2
จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 2 มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบและหลักการทำงานของคอมพิวเตอร์ 1. ให้นักเรียนศึกษา/สืบค้นข้อมูล เรื่อง หลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ แล้วสรุปความรู้ที่ได้เป็นแผนผังมโนมติ 2. ตอบคำถามต่อไปนี้ 2.1 ตอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีจำหน่ายในท้องตลาดขณะนี้ใช้ไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นใดบ้างเป็นซีพียูบ้าง 2.2 เปรียบเทียบคุณสมบัติของไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นต่าง ๆ - ความเร็ว - ความสามารถในการจัดเก็บของหน่วยความจำ - ความสามารถพิเศษ 2.3 บอกหน้าที่ - หน่วยประมวลผลกลาง - อุปกรณ์ส่งออก - รอม - แรม 3. นักเรียนจัดทำแผนภูมิแสดงองค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์
1. ให้นักเรียนศึกษา/สืบค้นข้อมูล เรื่อง หลักการพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ แล้วสรุปความรู้ที่ได้เป็นแผนผังมโนมติ (อยู่ในโฟโต้ค่ะ อัลบั้มส่งงานครั้งที่2) 2. ตอบคำถามต่อไปนี้ 2.1 คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่มีจำหน่ายในท้องตลาดขณะนี้ใช้ไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นใดบ้างเป็นซีพียูบ้าง
ตอบ นิยมอยู่สองเครือข่ายคือ amd intel
2.2 เปรียบเทียบคุณสมบัติของไมโครโพรเซสเซอร์รุ่นต่าง ๆ - ความสามารถพิเศษ - ความสามารถในการจัดเก็บของหน่วยความจำ - ความเร็ว ตอบ80386 และรุ่น80486 -ความสามารถพิเศษ80386 คือเป็นชิปที่มีขีดความสามารถเพิ่มขึ้นจาก 80286 การขยายขีดความสามารถที่เด่นชัดคือ สร้างซีพียูให้เป็น 32 บิต การทำงานได้เร็วขึ้น 80386 ยังได้เพิ่มคำสิ่งใหม่ๆ อีกหลายคำสั่ง เช่น คำสั่งการสแกนต้นหาคำ การแยกสตริง เป็นต้นใน 80286 การอ้างแอดเดรสการทำได้ด้วยการใช้ BX,BPและ SI หรือ DI และดิสเพลเซกเมนต์ร่วมด้วยแต่สำหรับ 80386 แล้วการออ้างอิงแอดเดรสใช้ร่วมกับรีจิสเตอร์ต่างๆ ได้เต็มที่ ส่วนรุ่น80486ซึ่งเป็นการรวมซิปที่มีอินเทลเคยสร้างไว้แล้วคือ 80386 และ 80387 เข้าไว้ด้วยกัน โดยมีส่วนของหน่วยความจำแคชภายใน สำหรับโปรแกรมและข้อมูลอย่างละ 8 กิโลไบต์ เมื่อให้ 80486 ทำงานที่ความเร็วของสัญญาณนาฬิกา 25 เมกะเฮิรตซ์ จะทำงานได้ราวๆ 15.2 VAX MIPS และหากทำงาานาที่ความเร็ว 33 เมกะเฮิรตซ์ก็ยิ่งมีความเร็วเพิ่มขึ้น -ความสามารถในการจัดเก็บของหน่วยความจำ=80386 4 กิกะไบต์ และรุ่น80486หน่วยความจำแคชภายใน สำหรับโปรแกรมและข้อมูลอย่างละ 8 กิโลไบต์ - ความเร็ว80386ถึง 8 กิโลไบต์โลคัลเซกเมนต์ต่องานและรุ่น 80486ความเร็ว 33 เมกะเฮิรตซ์
2. บอกหน้าที่ - หน่วยประมวลผลกลาง - อุปกรณ์ส่งออก - รอม - แรม ตอบ เทคโนโลยีทางด้านการผลิตวงจรอิเล็กทรอนิคส์ยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างวงจรรวมที่มีขนาดใหญ่มารวมในแผ่นซิลิกอน เรียกว่า วีแอลเอสไอ (Very Large Scale Intergrated circuit : VLSI) เป็นวงจรรวมที่รวมเอาทรานซิสเตอร์จำนวนล้านตัวมารวมอยู่ในแผ่นซิลิกอนขนาดเล็ก และผลิตเป็นหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อน เรียกว่า ไมโครโปรเซสเซอร์ (microprocessor)
การใช้ VLSI เป็นวงจรภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์สูงขึ้น เรียกว่า ไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเครื่องที่แพร่หลายและมีผู้ใช้งานกันทั่วโลก - หน่วยประมวลผลกลาง งานหลักในการคิดคำนวณ การบวกลบคูณหาร การเปรียบเทียบ การดำเนินการทางตรรกะ ตลอดจนการสั่งการเคลื่อนข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หน่วยประมวลผลกลางนี้เรียกอีกอย่างว่า ซีพียู (Central Processing Unit : CPU) -อุปกรณ์ส่งออก ทำหน้าที่นำข้อมูลที่ได้รับการประมวลผลแล้วมาแสดงผลลัพธ์ ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ทางอุปกรณ์แสดงผลข้อมูล ได้แก่ จอภาพ และเครื่องพิมพ์ - รอม คือหน่วยความจำชนิดหนึ่ง ที่มีโปรแกรม หรือข้อมูลอยู่แล้ว และพร้อมที่จะนำมาต่อกับ ไมโครโปรเซสเซอร์ได้โดยตรง ซึ่งโปรแกรม หรือข้อมูลนั้นจะไม่สูญหายไป -แรม คือหน่วยความจำที่มีการเข้าถึงได้ โดยไม่ต้องใส่ลำดับ (Sequential Access) ต้องการ ข้อมูล ที่ตำแหน่งใดก็ได้ โดยส่ง Address (ตัวเลขระบุตำแหน่ง) ให้กับ RAM Memory Chip ที่ใช้กันในเครื่องพีซีแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ 1.SRAM(Static RAM) 2.DRAM(Dynamic RAM)
2.นักเรียนจัดทำแผนภูมิแสดงองค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ (อยู่ในโฟโต้ค่ะ อัลบั้มส่งงานครั้งที่2) ส่งงานครั้งที่ 1ส่งงานครั้งที่1 จุดประสงค์การเรียนรู้ที่ 1. เข้าใจหลักการและวิธีการของเทคโนโลยีสารสนเทศ
1.เทคโนโลยีสารสนเทศมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวันอย่างไร มีความจำเป็นอย่างมากในชีวิตประจำวัน เพราะว่ายุคนี้เป็นยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศไม่ว่าจะทำอะไรก็เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น เวลาไปที่ห้างสรรพสินค้าประตูที่เปิด-ปิดเวลาเข้า-ออกห้าง ก็จะควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ การจราจรตามสี่แยกที่มีไฟจราจรก็ควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ จะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันแทบทั้งสิ้น 2. สารสนเทศคืออะไร ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผล และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และวิชาการ เป็นต้น ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไม่ได้ แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมอง เป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ชัดว่าความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลอยู่รอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่ใช้จัดการเกี่ยวกับสารสนเทศซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและรวบรวมข้อมูล การพิมพ์ ประมวลผลและเทคโนโลยีสารสนเทศยังทำให้เกิดระบบการบริการ ดูแลข้อมูลต่างๆอีกด้วย 4 .กิจวัตรประจำวันของนักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศใดบ้าง การใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงานต่างๆและค้นหาข้อมูลที่ต้องการรู้ 5 .การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมีผลต่อการเรียนของนักเรียนอย่างไร ช่วยให้เราได้รู้จักโลกกว้างขึ้นและได้ความรู้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากที่อาจารย์สอน และเรายังสามารถค้นหาข้อมูลที่ต้องการได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเราใช้ในทางที่ผิดก็อาจจะสร้างปัญหา และอันตรายต่อเราได้เช่นกัน
6 .นักเรียนคิดว่าประเทศไทยควรดำเนินการอย่างไรเพื่อลดการสูญเสียเงินตราที่ใช้จ่าย กับเทคโนโลยีสารสนเทศ คิดว่าเราน่าจะเพิ่มบุคลากรที่เก่งและสนใจด้านนี้โดยการให้ความรู้ และการส่งเสริมให้พวกเขาได้ทดลองผลิตและสร้างสรรค์ผลงานของแต่ละคน และทดลองว่าใช้ได้ดีเทียบเท่ากับต่างประเทศหรือยังถ้าประสบผลสำเร็จเราก็จะสามารถที่จะผลิตขึ้นใช้เองได้โดยไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ จะทำให้ประเทศไทยของเราลดต้นทุนการนำเข้าจากต่างประเทศ 7. ระบบสารสนเทศมีส่วนประกอบอะไรบ้าง ระบบสารสนเทศเป็นงานที่ต้องใช้ส่วนประกอบหลายอย่างในการทำให้เกิดเป็นกลไก ในการนำข้อมูลมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ ส่วนประกอบที่สำคัญของระบบสารสนเทศมี 5 ส่วน คือ บุคลากร ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์และข้อมูล ทั้ง 5 ส่วนประกอบมีความเกี่ยวข้องกันเป็นระบบ ส่วนประกอบทั้งห้านี้ล้วนมีส่วนที่ทำให้เกิดสารสนเทศได้ หากขาดส่วนประกอบใด หรือส่วนประกอบใดไม่สมบูรณ์ก็อาจทำให้ระบบสารสนเทศไม่สมบูรณ์ เช่น ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ไม่เหมาะสมกับงาน ก็จะทำให้งานล่าช้า ไม่ทันต่อการใช้งาน การดำเนินการระบบสารสนเทศจึงต้องให้ความสำคัญกับส่วนประกอบทั้งห้านี้ บุคลากร เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดเพราะบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ และเข้าใจวิธีการให้ได้มาซึ่งสารสนเทศ จะเป็นผู้ดำเนินการในการทำงานทั้งหมด บุคลากรจึงต้องมีความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ บุคลากรภายในองค์กรเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดระบบสารสนเทศด้วยกันทุกคน เช่น ร้านขายสินค้าแห่งหนึ่ง บุคลากรที่ดำเนินการในร้านทุกคน ตั้งแต่ผู้จัดการถึงพนักงานขายเป็นส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศ ขั้นตอนการปฏิบัติ เป็นระเบียบวิธีการปฏิบัติงานในการจัดเก็บรักษาข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่จะทำให้เป็นสารสนเทศได้ เช่น กำหนดให้มีการป้อนข้อมูลทุกวัน ป้อนข้อมูลให้ทันตามกำหนดเวลา มีการแก้ไขข้อมูลให้ถูกต้องอยู่เสมอ กำหนดเวลาในการประมวลผล และการทำรายงาน เป็นต้น ฮาร์ดแวร์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการจัดการหรือประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศตามต้องการ คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถคำนวณได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ รวดเร็วและสามารถทำงานได้ต่อเนื่อง คอมพิวเตอร์จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของระบบสารสนเทศ ซอฟต์แวร์ คือลำดับขั้นตอนคำสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ซอฟต์แวร์จึงหมายถึงชุดคำสั่งที่เรียงเป็นลำดับขั้นตอนเพื่อสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานและประมวลผลเพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ ข้อมูล เป็นวัตถุดิบที่จะทำให้เกิดสารสนเทศ ข้อมูลที่เป็นวัตถุดิบจะต่างกันขึ้นกับสารสนเทศที่ต้องการ เช่น ในสถาบันการศึกษามักจะต้องการสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลนักเรียน ข้อมูลผลการเรียน ข้อมูลอาจารย์ ข้อมูลการใช้จ่ายต่างๆ ข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดสารสนเทศ
8. ข้อมูลคืออะไร มีส่วนสัมพันธ์กับสารสนเทศอย่างไร 9. คุณสมบัติของข้อมูลที่ดีเป็นอย่างไร เป็นข้อมูลที่ดีได้รับมาโดยตรงจากแหล่งข้อมูลเช่น จากการจดบันทึก การสอบถาม และการสำรวจ 10. องค์ประกอบของระบบสารสนเทศมีอะไรบ้าง ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ขั้นตอนการปฏิบัติ บุคลากร 11. นักเรียนยกตัวอย่างหน่วยงานของรัฐที่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ (2 ตัวอย่าง) โรงพยาบาล กรมตำรวจ
งานครั้งที่1ส่งงานครั้งที่1 |
|||
|
|